"ครีมกันแดด" ใช้อย่างไรให้ปกป้องผิวสูงสุด

“แสงแดด” เป็นอีกหนึ่งตัวการทำร้ายผิวสวยของเรา เพราะในแสงแดดมีทั้งรังสี UVA, UVB ที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ ไหม้แดด เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร ครีมกันแดดจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการปกป้องผิวสวยจากแสงแดด ซึ่งปัจจุบันครีมกันแดดกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในครีมที่ต้องใช้ทุกวันเหมือนครีมบำรุงผิวทั่วไป เนื่องจากนับวันแสงแดดในบ้านเราจะทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าฤดูไหนก็ตาม

การใช้ครีมกันแดดอย่างถูกวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะต่อให้ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดดีแค่ไหน แต่ใช้ไม่ถูกวิธีก็จะทำให้ครีมกันแดดทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

โดยตาม ทฤษฎีนั้นปริมาณครีมกันแดดที่จะทำให้การปกป้องตาม SPF (Sun Protection Factor) ที่กำหนดไว้จะอยู่ที่ ครีมกันแดดปริมาณ 2 มิลลิกรัมต่อพื้นที่ผิว 1 ตารางเซนติเมตร แต่ในทางปฏิบัติโดยทั่วไปพบว่า การใช้ครีมกันแดดของคนทั่วไปจะอยู่ที่ปริมาณ 0.5 มิลลิกรัมต่อพื้นที่ผิว 1 ตารางเซนติเมตร ซึ่งส่งผลให้ค่า SPF ที่ควรจะได้รับลดลงไปเช่นกัน

สอดคล้องกับงานวิจัยของ Annesofie Faurschou ที่ทำการศึกษาผลของการใช้ครีมกันแดดในปริมาณที่แตกต่างกัน พบว่าการใช้ครีม กันแดดในปริมาณที่แตกต่างกัน จะทำให้ค่า SPF (Sun Protection Factor) ลดลงอย่างน่าใจหาย แม้จะเป็นครีมกันแดดจากขวดเดียวกันก็ตาม เช่น หากเราใช้ปริมาณครีมกันแดดที่มีค่า SPF 16 ลดลงจาก 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตรตามค่ามาตรฐานที่ควรจะใช้ เหลือ 1 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร ค่า SPF จะลดลงเหลือเพียง 4 และถ้าเราใช้ครีมกันแดดเหลือ 0.5 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร ค่า SPF จะลดลงเหลือเพียง 2 เท่านั้น

ส่วนในของคนไทยนั้นพบว่า พื้นที่บนใบหน้าของคนไทยจะอยู่ที่ราว 250–270 ตารางเซนติเมตร ดังนั้นปริมาณครีมกันแดดที่ควรใช้ต่อครั้งจะอยู่ที่ 500–540 มิลลิกรัม หรือ 0.5 กรัมนั่นเอง


ปริมาณการใช้ครีมกันแดด

Sun Lotion
บีบครีมกันแดดเป็นเส้นหนาจากปลายนิ้วกลางถึงข้อมือ ปริมาณนี้สำหรับการทากันแดดในพื้นที่แต่ละส่วน


Sun Spray
ฉีดสเปรย์กันแดดในพื้นที่แต่ละส่วนจำนวน 15 ครั้ง


การทาครีมกันแดด
- ทาก่อนออกแดด 30 นาที
- ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโม


POSITIF ขอแนะนำ
Ultimate UV Protector Cream SPF 50+ PA++++
ครีมกันแดดเนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ ยึดติดกับผิวได้ดี อ่านต่อ