“การให้” ใบเบิกทางของ ความสุขทางใจ

“การให้” ถือเป็นการเสียสละอย่างหนึ่งหากปราศจากการให้แล้ว ชีวิตไม่ว่าคนหรือสัตว์ก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้ นับตั้งแต่มนุษย์เราเกิดมาก็ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ได้รับการศึกษาจากครูบาอาจารย์ ได้รับอาหารจากธรรมชาติ ได้รับการยอมรับจากสังคม พลังของการให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงสร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้

หัวใจสำคัญของการให้ที่แท้จริงนั้น ก็เพื่อจะลดความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว ฝึกตนให้เป็นผู้ที่รู้จักเสียสละ รู้จัก แบ่งปันแก่ผู้อื่น เมื่อฝึกฝนการให้เป็นประจำจะทำให้ตัวเองมีความเมตตากรุณา โดยในหลักการทางพระพุทธศาสนานั้นตรงกับคำว่า “ทาน” ซึ่งแบ่งการให้ทานออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. วัตถุทาน

การให้ด้วยวัตถุสิ่งของไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกินเงินทอง ผู้ที่มีความสามาถพอจะแบ่งปันสิ่งเหล่านี้เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้อื่น การให้ในลักษณะนี้จะทำให้ผู้ให้รู้สึกอิ่มเอิบใจ มีความสุขใจ

2. อภัยทาน

การให้อภัยแก่กันและกันต่อความผิดที่อาจจะเกิดจากทั้งกาย วาจา และใจ หากผู้ที่ได้รับความเสียหายไม่ถือโทษโกรธเคืองมีการให้อภัยแก่กันย่อมทำให้การอยู่ร่วมกันในครอบครัว สังคม มีความสงบสุข การให้อภัยแก่

ผู้อื่นไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เสียหน้าไม่เป็นการเสียศักดิ์ศรี ไม่ทำให้เราเสียประโยชน์ กลับทำให้เราได้ประโยชน์จากการให้อภัยคือ ได้ความสุขใจ จิตไม่ฟุ้งซ่านคิดถึงแต่ความเคียดแค้นหรือหาโอกาสแก้แค้น การให้อภัยแก่กันนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในสังคมปัจจุบันมาก ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม เพราะสถานการณ์ของบ้านเมืองเรานั้นมีการเปลี่ยนแปลงไป มีการแข่งขันกันมากขึ้นกระทบกระทั่งกันมากขึ้น หากไมรู้จักการให้อภัยจะทำให้เกิดสังคมที่มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ทะเลาะกัน ทำให้เกิดความเดือดร้อน ขยายออกไปในสังคมเป็นวงกว้าง

3. ธรรมทาน

การให้ธรรม หมายถึง การให้คำแนะนำสั่งสอนให้รู้จักคิด รู้ถูกผิดรู้จักการปฏิบัติตนเป็นคนดี ทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง เพราะแต่ละคนในสังคมจะมีบทบาทหน้าที่ของตัวเอง เช่น พ่อแม่มีหน้าที่อบรมลูกให้เป็นคนดี

ครูบาอาจารย์มีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้การศึกษาแก่ศิษย์ หากทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองก็จะเกิดผลดีทั้งต่อตัวเองและต่อสังคมตามมา

การให้จึงเปรียบเสมือนใบเบิกทางของการรับ แม้ประโยชน์ของการให้นั้นอาจจะไม่ได้รับผลตอบแทนที่เห็นเป็นรูปธรรม แต่พลังของการให้นั้นผู้ให้จะสามารถสัมผัสได้ด้วยตนเอง ผ่านความรู้สึกอิ่มเอมใจ มีความสุขปลื้มปิติในใจ หากต้องการรับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ควรจะเริ่มต้นฝึกจากการให้แก่ผู้อื่น เพื่อเป็นการพัฒนาจิตใจตนเอง ให้เข้าใจถึงความสุขจากการให้

“ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนทั้งหลาย” ประโยคนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าการให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่หวังผลตอบแทน จะทำให้ผู้ให้รู้สึกปลอดโปร่งและ มีความสุขกายสบายใจอย่างแท้จริง