การจะมีร่างกายแข็งแรงสุขภาพดีนั้น ย่อมเกิดจากการหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ส่วนสุขภาพใจนั้นก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสุขภาพกาย เพราะในแต่ละวันที่ผ่านพ้นไปเราล้วนต้องเผชิญกับเรื่องราวมากมายหลายอย่าง ทั้งเรื่องส่วนตัว การทำงาน การดำเนินชีวิต ฯลฯ ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเรา ด้วยเหตุนี้การบริหารจิตใจเพื่อสุขภาพกายที่แข็งแรงจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกาย เพราะเมื่อจิตใจแข็งแรงก็ย่อมส่งผลดีมายังสุขภาพกายนั่นเอง

การบริหารจิตใจนั้นมีผลต่อร่างกาย สมอง และจิตใจพอๆ กับการบริหารกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อการพัฒนาสมอง เพราะช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้เกิดใหม่ และปรับวงจรของเซลล์สมองใหม่ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาจิตใจให้สมบูรณ์ เกิดเป็นความสุขสงบ POSITIF ฉบับนี้จึงชวนผู้อ่านทุกท่านมาบริหารจิตใจ เพื่อการมีสุขภาพใจที่แข็งแรงกัน ซึ่งการบริหารจิตใจนั้นควรทำให้เป็นประจำทุกวันเฉกเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

ออกกำลังกาย

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายนั้นมีประโยชน์มากมายหลายอย่าง นอกเหนือไปจากการสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายแล้วนั้น ในด้านจิตใจก็มีประโยชน์เช่นกัน เพราะการออกกำลังกายนั้นจะสามารถลดความเครียด และเสริมสร้างความสุขให้เราได้ เมื่อออกกำลังกายสารโดพามีน (Dopamine) หรือเรียกว่าสารแห่งความสุข เป็นสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวข้องกับความรู้สึกยินดีและมีความสุขจะหลั่งออกมา รวมทั้งหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ออกมาทำให้มีความสุขมากขึ้น

นอนหลับให้เพียงพอ

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอจะทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าตลอดทั้งวัน เมื่อต้องทำกิจกรรมในแต่ละวันร่างกายก็พร้อมรับมือได้อย่างเต็มที่ เพราะการนอนหลับมีผลต่อการพัฒนาสมอง หากนอนหลับไม่เพียงพอหรืออดนอนจะสังเกตได้ว่าร่างกายจะอิดโรย และเสี่ยงต่อการมีอารมณ์เครียดติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ส่งผลลบต่อร่างกาย และจิตใจโดยตรง

เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

การทำอะไรใหม่ๆที่แตกต่างไปจากกิจวัตรประจำวันที่เคยทำ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือใหม่ๆ การค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องใหม่ๆ การเล่นเกมต่างๆ จะเป็นการฝึกสมองได้เป็นอย่างดีจิตใจจะจดจ่อกับเรื่องนั้นๆ ทำให้เกิดสมาธิ จิตใจไม่ฟุ้งซ่านคิดถึงเรื่องต่างๆ ที่ไม่มีประโยชน์

มีสติกับปัจจุบัน

เมื่อมีสติจะทำให้เรารู้ได้ว่าขณะนี้กำลังทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นกิน เดิน นอน นั่ง ฯลฯ จิตก็จะอยู่กับปัจจุบัน จิตใจไม่คิดถึงเรื่องต่างๆ ทั้งในอดีตหรือกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะหากมัวแต่คิดมาก กังวลจะทำให้เราเป็นทุกข์ เครียด สูญเสียพลังสมองโดยเปล่าประโยชน์ อาจเริ่มต้นการฝึกด้วยการรู้ลมหายใจเข้า – ออกของตัวเอง โดยฝึกไปเรื่อยๆ ให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน วิธีนี้จะช่วยเรียกสติเมื่อจะทำสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เมื่อเครียดหรือทุกข์ก็จะช่วยเตือนสติของตัวเอง เพื่อควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้นและหาทางออกให้แก่ความทุกข์นั้น

พักสมองและจิตใจ

ในแต่ละวันที่เราใช้ชีวิตย่อมมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป ระหว่างวันจึงควรหาวิธีพักสมองและจิตใจบ้าง เพื่อไม่ให้ร่างกายสะสมความเครียดไว้มากจนเกินไป โดยอาจจะชื่นชมธรรมชาติหรืองานศิลปะต่างๆ ที่สนใจ หรืออาจหามุมสงบในบ้านหรือที่ทำงานนั่งปล่อยวางอารมณ์เงียบๆ สัก 5 – 10 นาที การพักสมองและจิตใจจะช่วยให้มีพลังในการทำงานได้ไม่เหนื่อยล้า

คิดดี พูดดี ทำดี

ตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นมักจะคิดลบได้ง่าย ซึ่งเป็นกลไกที่ถูกครอบงำด้วยอัตตา นิสัยเดิมที่คุ้นเคย และอารมณ์ แต่เราสามารถฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการคิดแต่เรื่องดีๆ มองในแง่บวกเสมอ รู้จักเท่าทันความคิด ความรู้สึกของตัวเอง จะช่วยควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น เมื่อคิดดีแล้วจะพูดจาอะไรก็จะมีแต่เรื่องราวดีๆ ในมุมบวก และอย่าลืมฝึกฝนเรื่องการทำความดีตามมาด้วย