ทำในสิ่งที่ชอบแบบฉบับ
“คุณแพรพรรณ ธรรมวัฒนะ”

เจ้าของร้านของเล่น “Play Hose”
และเครื่องประดับ “CARAT London”

แฟนพันธุ์แท้สินค้าลิขสิทธิ์เกี่ยวกับหนัง การ์ตูน ต่างๆ คงจะคุ้นเคยร้าน “Play House” เป็นอย่างดี เพราะ เป็นร้านขายของเล่นหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่จำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์แท้จากหลายๆ ค่าย หรือจากหนังดังหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Walt Disney, Marvel, Star Wars และอีกมากมาย นอกจากนี้สาวๆ ที่ชื่นชอบเครื่องประดับจากเพชรก็อาจจะตกหลุมรัก “CARAT London” เครื่องประดับแบรนด์ดังสัญชาติอังกฤษ ที่บรรดาเซเลบริตี้ ทั่วโลกเลือกใช้ ซึ่งทั้ง 2 ธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้

อยู่ภายใต้การดูแลของสาวสวยมากความสามารถอย่าง “แพร แพรพรรณ ธรรมวัฒนะ” ที่เจ้าตัวยืนยันว่า ทั้ง 2 ธุรกิจเป็นสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ POSITIF ฉบับนี้จึงมีโอกาสพูดคุยกับคุณแพรพรรณ ถึงเรื่องธุรกิจ และไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ของสาวเก่งคนนี้กัน

หน้าที่ความรับผิดชอบในปัจจุบัน

ตอนนี้งานที่แพรดูแลเป็นหลักจะมี 2 ร้านคือ Play House เน้นขายสินค้าเกี่ยวกับหนัง การ์ตูน อีกอันที่ทำจะเป็นร้าน CARAT London เป็นร้านเครื่องประดับผู้หญิง จริงๆ 2 ธุรกิจนี้เริ่มมาพร้อมๆ กัน เริ่มทำมาได้ประมาณ 2 ปีกว่า

ปัจจุบัน Play house มี 3 สาขา แบ่งเป็นในกทม. 2 สาขา สาขาแรกอยู่ที่ Siam Square One จะเป็นร้านของเด็กผู้หญิง มีสินค้าเกี่ยวกับผู้หญิง 70% เด็กผู้ชาย 30% คราวนี้เราเลยอยากเปิดอีกร้านหนึ่งซึ่งเป็นของเด็กผู้ชาย เลยเป็นร้าน The Gate ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ก็จะเป็นสินค้าเกี่ยวกับเด็กผู้ชาย 70% เด็กผู้หญิง 30% ส่วนสาขาสุดท้ายอยู่ที่เมญ่า เชียงใหม่ เพราะเราอยากมีแค่ 2 สาขาในกทม. ที่เหลือไปอยู่ต่างจังหวัดจะดีกว่าส่วนร้าน CARAT London จะมีเป็นแฟล็กชิบ สโตร์สาขา 1 ที่โซน Groove เซ็นทรัลเวิลด์ และเป็น Open Space 1 สาขาที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว

ความท้าทายในการบริหารธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของ 2 ธุรกิจ

ยาก เพราะว่าธุรกิจหนึ่งทำกับกลุ่มเด็กและวัยรุ่น อีกธุรกิจทำกับผู้หญิง คือก็จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างการตลาดที่ใช้กับ Play House ก็จะนำไปใช้กับอีกร้านไม่ได้ ร้านขายของเล่นต้องขายจำนวนชิ้นเยอะ ราคาไม่แพงมาก เพราะเราขายให้เด็ก ส่วนเครื่องประดับทำยังไงผู้หญิงถึงจะควักเงินซื้อได้เลย ก็เป็นความท้าทาย

ส่วนข้อดีมีทั้งคู่ อย่าง Play House จะสนุก เพราะลูกค้าจะซื้อง่าย ซื้อเร็ว เลือกไม่นาน ไม่เรื่องมาก เพราะเป็นของที่ซื้อไปใช้ แต่ถ้าเป็นเครื่องประดับลูกค้าจะต้องเลือก คิดไตร่ตรอง บางคนเราอาจจะไม่ได้ปิดการขายวันนั้น เขาอาจจะกลับบ้านไปคิดก่อน ค่อยกลับมาซื้ออีกวัน

ทุกสิ่งที่แพรทำจะเริ่มมาจากสิ่งที่แพรชอบ ทำงานค่อนข้างเยอะ เกือบ 7 วัน เสาร์ - อาทิตย์อาจจะไม่ได้นั่งทำงานที่ออฟฟิศ จะมาดูร้าน เพราะแพรเชื่อว่าการที่เรามาดูร้านทำให้เราได้เรียนรู้ ถ้าเราทำงานอยู่ในออฟฟิศเราไม่รู้หรอกว่าลูกค้าต้องการอะไร เราจึงต้องฟังลูกค้า และทำในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

แบ่งเวลาระหว่างการทำงานและการดูแลตัวเองอย่างไร?

ส่วนมาก 2 ธุรกิจแพรจะแบ่งเป็นช่วงไป อย่างของกะรัตจะมีเป็นซีซั่น ส่วนของ Play House ไม่ค่อยมีซีซัน เพราะเขาจะมาตามหนัง ถ้าเทียบเป็นซีซันของ Play House จะเยอะกว่า เพราะว่าหนังเข้าทุกเดือน ทุกวันนี้แพรต้องทำงานแข่งกับเวลา

ส่วนเวลาดูแลตัวเองช่วงนี้ไม่ค่อยมี เพราะช่วงนี้เพิ่งเริ่มต้น ทุกสิ่งที่แพรทำจะเริ่มมาจากสิ่งที่แพรชอบ ทำงานค่อนข้างเยอะเกือบ 7 วัน เสาร์ - อาทิตย์ อาจจะไม่ได้นั่งทำงานที่ออฟฟิศ จะมาดูร้าน เพราะแพรเชื่อว่าการที่เรามาดูร้านทำให้เราได้เรียนรู้ ถ้าเราทำงานอยู่ในออฟฟิศเราไม่รู้หรอกว่าลูกค้าต้องการอะไร เราจึงต้องฟังลูกค้า และทำในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

เวลาพักผ่อนจริงๆ จะมีตอนไปดูงานต่างประเทศ ถ้ามีเวลาไปดูงาน 3 วัน ก็จะขอเพิ่มอีก 1 - 2 วันไว้พักผ่อน แต่ถ้าอยู่เมืองไทยเวลาพักจริงๆ ก็จะอยู่บ้าน ไม่ไปไหนเลย นอนดูหนัง ออกกำลังกายไม่ค่อยได้ทำ (หัวเราะ) เพราะทำงานทุกวันก็เหนื่อยอยู่แล้ว ไม่ไหวค่ะ (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีนัดเพื่อนแล้วว่าไปออกกำลังกายกันนะ เพราะเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกายคนเดียว ต้องมีเพื่อนจะได้รู้สึกสนุกขึ้น

ไอดอลในการทำงานหรือการใช้ชีวิต

ส่วนมากน่าจะได้มาจากคุณพ่อคุณแม่ ที่จริงคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องทำอะไรเลย ก็น่าจะพออยู่ได้ แต่ท่านก็เลือกที่จะทำ คุณแม่จะพูดเสมอว่า “มีเงินแต่ไม่มีสมองในการใช้เงิน เงินก็หมด” คุณแม่จะพูดแรง สอนให้รู้จักใช้เงินเป็น เรื่องการทำงานแม่ก็จะสอนว่าต้องรู้ทุกอย่าง เราไม่ต้องรู้ลึกไปหมด อย่างพนักงานเราไม่สามารถพึ่งพาเขาได้ตลอดชีวิต ถ้าวันหนึ่งเขาออกไป เราต้องเป็นคนที่ทำแทนจุดนั้นได้ เป้าหมายที่วางไว้

ของ Play House แพรอยากจะขยาย 4 - 5 สาขา ให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น แต่หลังจากนี้คงไม่ขยายเพิ่ม เพราะแพรอยากให้เป็นจุดที่คนสนใจ ให้คนมาดูมากกว่า และอีกอย่างหนึ่งที่แพรทำ แต่ละสาขาต้องไม่เหมือนกัน คือแพรไม่อยากเป็นคู่แข่งตัวเอง คือเราไม่ได้มองใครว่าเป็นคู่แข่ง ร้านที่เราจะเปิดเราต้องมีไอเดียที่ดีกว่าร้านแรก เพราะว่าสมัยนี้ลูกค้าฉลาด เราอยากทำให้รู้สึกว่าแต่ละร้านที่เปิดมันมีอะไรที่พิเศษจริงๆ ซึ่งที่ผ่านมาเราทำแบบนี้ก็ได้รับการตอบรับที่ดี ประสบความสำเร็จ

เครื่องประดับอาจจะขยาย 1 - 2 สาขาก็พอ เพราะตลาดเครื่องประดับค่อนข้างแข่งขันสูง ของเราถึงจะเป็นเครื่องประดับมาจากอังกฤษก็จริง แต่เพชรจากธรรมชาติก็มีเกรดที่ต่ำกว่าที่ขายถูกกว่าเราก็มี แต่เราขายแบรนด์ ขายประสบการณ์ เลยคิดว่าเปิดอีกสัก 1 - 2 สาขาก็น่าจะพอแล้ว