ทุกวันนี้ไม่มีใครที่ไม่ใช้ครีมกันแดด และมักถามหมอเสมอว่ายี่ห้อไหนดี? SPF เท่าไรดี? ควรกันได้ UVA UVB หรือไม่? วันนี้เราจะได้คำตอบกันครับ

แสงแดดเป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่กระจายจากดวงอาทิตย์ ประกอบไปด้วยรังสีที่มีช่วงคลื่นทั้งสั้นและยาว ก่อนที่แสงแดดจะส่องมาถึงผิวโลก รังสีที่มีช่วงคลื่นสั้นจะถูกดูดซับโดยชั้นบรรยากาศของโลก สำหรับแสงแดดที่พบบนพื้นผิวโลกนั้นประกอบไปด้วย แสงอัลตราไวโอเลต 5% แสงที่มองเห็นด้วยตาของเรา 40% และแสงอินฟราเรด 55% ผลของแสงแดดต่อร่างกายมนุษย์นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากแสงอัลตราไวโอเลต

โดยแสงอัลตราไวโอเลต แบ่งออกตามช่วงความยาวคลื่นดังนี้
ยูวีเอ (UVA) เป็นแสงในช่วงความยาวคลื่น 320-400 นาโนเมตร UVA ยังแบ่งออกเป็น UVAI ความยาวคลื่น 340-400 นาโนเมตร และ UVA II ความยาวคลื่น 320-340 นาโนเมตร
ยูวีบี (UVB) เป็นแสงในช่วงความยาวคลื่น 290-320 นาโนเมตร
ยูวีซี (UVC) เป็นแสงในช่วงความยาวคลื่น 200-290 นาโนเมตร UVC นั้นถ้าหลุดรอดผ่านชั้นบรรยากาศของโลกเข้ามาคงไม่มีสิ่งมีชีวิตในโลกนี้เหลือรอดอยู่ โชคดีที่โลกของเรามีก๊าซโอโซนในบรรยากาศช่วยดูดซับ UVC เอาไว้

ทั้งนี้ใช่ว่าแสงแดดจะไม่มีประโยชน์ เพราะแสง UVB สามารถนำมารักษาโรคสะเก็ดเงินได้ ในคนทั่วไปหากได้รับแสงแดดครั้งละเล็กครั้งละน้อยเป็นประจำ ร่างกายก็จะสร้างเมลานินเป็นกลไกป้องกันร่างกายของเราตามธรรมชาติไม่ให้เกิดผิวเกรียมแดด (Sunburn) รวมถึงป้องกันมะเร็งผิวหนังไปในตัว

อย่างไรก็ตามแสงแดดนั้นเป็นตัวการสำคัญในการก่อเกิดความชรา (Aging) ของผิวหนัง นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นสารกันแดดมาเป็นเวลากว่า 70 ปี เหตุผลใหญ่ในสมัยนั้นก็เพื่อนำมาทาผิวหนังเพื่อป้องกันแดด สมัยก่อนเราเรียกกันว่ายากันแดด เพราะในหลายกรณีนำมาใช้เป็นยาเพื่อทาป้องกันไม่ให้โรคผิวหนับางประเภทที่ไวต่อแสง ปัจจุบันวัตถุประสงค์ในการใช้สารกันแดดเปลี่ยนไปเป็นใช้ทาเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังเสื่อมเร็วหรือแก่ก่อนวัย ที่หวังกันมากๆ ก็คือหวังว่าสารกันแดดจะช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังที่เกิดจากแสงแดด อย่างไรก็ตามสถาบันมะเร็งของประเทศสหรัฐอเมริกายังพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังโดยภาพรวมไม่ได้ลดลงเลยแม้ว่าจะมีการใช้สารกันแดดกันอย่างมากมายในปัจจุบัน

สารกันแดดแบ่งออก เป็น 2 ชนิด

1. Chemical sunscreen เป็นสารกันแดดที่มีความสามารถดูดซับพลังงานของแสงแดดไว้ก่อนที่แสงแดดจะผ่านไปที่ผิวหนัง สารกันแดดในกลุ่มนี้จะละลายได้ดีในตัวทำละลายบางชนิดโดยเฉพาะแอลกอฮอล์และน้ำมัน ทาแล้วหน้าไม่ขาวมาก แต่ข้อเสียคืออาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองต่อผิวหนังได้

2. Physical sunscreen พวกนี้มีคุณสมบัติในการสะท้อนแสง ข้อดีของสารกันแดดกลุ่มนี้ก็คือกันได้ทั้ง UVA, UVB, visible light, infrared light ระหว่างช่วงคลื่น 260 - 700 นาโนเมตร แถมยังไม่ค่อยเกิดอาการแพ้ แต่ทาแล้วมักจะทำให้หน้าขาวทึบ แลดูไม่ค่อยจะสวย แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาจนกลุ่มนี้ทาแล้วหน้าไม่ขาวมาก และไม่ค่อยเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง

สำหรับค่า SPF นั้น เป็นตัวเลขที่แสดงถึงประสิทธิภาพในการป้องกันอาการแดงจาก UVB ของสารกันแดด ตัวเลขนี้ได้มาจากอัตราส่วนของแสงปริมาณน้อยที่สุด ที่ทำให้เกิดอาการแดง หลังรับแสง 24 ชั่วโมง โดยไม่ทาสารกันแดด เทียบกับเมื่อทาสารกันแดดนั้น SPF ยิ่งสูงยิ่งป้องกัน Sunburn ได้ดี แต่ในแสงแดดยังมี UVA ซึ่งแม้จะมีปริมาณน้อยกว่าแต่มีอำนาจทะลุทะลวงมากกว่า เมื่อเราถูกแสง UVA ก่อให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า รวมทั้งมะเร็งผิวหนัง ฉะนั้นควรเลือกครีมกันแดดที่กันได้ทั้ง UVB กัน UVA ทาก่อนออกแดดประมาณ 20 - 30 นาที เพื่อให้สารกันแดดซึมเข้าสู่ผิวหนังก่อน บางคนทาบางๆ กลัวเปลือง ทำให้ SPF ที่ได้จริงอาจจะลดลงไปมากกว่าครึ่ง บางคนทาแล้วไม่เคยคิดจะทาซ้ำเพราะคิดว่าสารกันแดดสามารถอยู่ได้ทั้งวัน การป้องกันดีที่สุดจะอยู่ที่ 2-3 ชั่วโมงหลังทาครีม ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป 2–3 ชั่วโมงควรทาซ้ำอีกรอบเสมอ ขอให้ทุกท่านป้องกันแสงแดดได้อย่างดีนะครับ


แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง
พันตำรวจโท นายแพทย์ ดร.บันเจิด ฐิตาภิวัฒนกุล น.บ.,บธ.ม.
Group Practice/Hospital Affiliations
Police General Hospital, Mother Princess Navuti Hospital,
Dermatologist Royal Medical Division, Chitrlada Palace, Dermatologist
Medical School and Year of Graduation
Juntendo University,Tokyo, Japan 2006 Ph.D. (Dermatology)
Phramongkutklao College of Medicine, Bangkok Thailand 2000 M.D.
วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า, กรุงเทพ, ประเทศไทย พ.บ.
มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพ, ประเทศไทย น.บ. ศศ.บ. (รัฐศาสตร์)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพ, ประเทศไทย บธ.ม.


POSITIF ขอแนะนำ

ครีมกันแดดเนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ